4 ประโยชน์ของ ESG ต่อธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

Table of Contents

แนวคิด ESG มีบทบาทมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เพราะลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล เริ่มให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใสมากขึ้น

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การควบคุมต้นทุน ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การบริหารความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่อง ESG ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ธุรกิจไม่ควรกล่าวอ้างเรื่องความยั่งยืนเกินกว่าสิ่งที่ดำเนินการจริง หรือไม่มีข้อมูลรองรับ

ESG คืออะไร

ESG คือแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โดยพิจารณา 3 ด้านหลัก ได้แก่ Environmental, Social และ Governance

Environmental: สิ่งแวดล้อม

Environmental คือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงาน การใช้น้ำมัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการของเสีย การใช้ทรัพยากร การวางแผนเส้นทาง และการลดผลกระทบจากกิจกรรมขนส่ง

ในธุรกิจโลจิสติกส์ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมักเกี่ยวข้องกับการใช้รถขนส่ง การวางแผนเที่ยววิ่ง การใช้พื้นที่บรรทุก การลดเที่ยววิ่งเปล่า การบริหารคลังสินค้า และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

Social: สังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

Social คือปัจจัยด้านสังคมและผู้เกี่ยวข้อง เช่น ความปลอดภัยของพนักงานขับรถ สภาพการทำงาน สวัสดิการพนักงาน ความรับผิดชอบต่อลูกค้า ชุมชน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

สำหรับธุรกิจขนส่ง เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน การอบรมพนักงาน การดูแลพนักงาน และการจัดการอุบัติเหตุ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ESG โดยตรง

Governance: ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

Governance คือการบริหารจัดการองค์กรอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีจริยธรรม และมีระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม

ในธุรกิจโลจิสติกส์ Governance อาจเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของเอกสาร การปฏิบัติตามกฎระเบียบ การบริหารข้อมูลลูกค้า การควบคุมความเสี่ยง และการตัดสินใจที่โปร่งใส

กล่าวโดยสรุป ESG คือการทำธุรกิจให้เติบโต โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม คน และการบริหารจัดการที่รับผิดชอบ

ทำไม ESG จึงสำคัญต่อธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้พลังงาน การขนส่งสินค้า ความปลอดภัยบนท้องถนน แรงงาน เอกสาร ข้อมูลลูกค้า และความน่าเชื่อถือในซัพพลายเชน

ด้วยเหตุนี้ ESG จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจโลจิสติกส์มากขึ้น เพราะลูกค้าองค์กรและคู่ค้าจำนวนมากเริ่มประเมินผู้ให้บริการจากปัจจัยที่มากกว่าราคาและความเร็วในการจัดส่ง

ธุรกิจที่เริ่มจัดการ ESG อย่างเป็นระบบ จะมองเห็นช่องว่างในการปรับปรุงงาน เช่น ต้นทุนเชื้อเพลิง ความปลอดภัยของพนักงาน ประสิทธิภาพเส้นทาง ความถูกต้องของเอกสาร และความโปร่งใสของการทำงาน

1. เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจ

ประโยชน์แรกของ ESG คือช่วยให้ธุรกิจมองเห็นข้อมูลการดำเนินงานได้ชัดเจนขึ้น และสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

ในธุรกิจโลจิสติกส์ ข้อมูลที่ควรติดตามอาจรวมถึง

  • การใช้เชื้อเพลิง
  • การใช้รถขนส่ง
  • ประสิทธิภาพเส้นทาง
  • ความตรงต่อเวลาในการจัดส่ง
  • ประวัติความปลอดภัย
  • พฤติกรรมการขับขี่
  • เหตุการณ์สินค้าเสียหาย
  • ความถูกต้องของเอกสาร
  • การตอบสนองต่อลูกค้า

เมื่อธุรกิจมีข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าการดำเนินงานส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และต้นทุนอย่างไร

เทคโนโลยีสามารถช่วยสนับสนุนการเก็บข้อมูลได้ เช่น Transportation Management System, ระบบวางแผนเส้นทาง, GPS Tracking, Telematics หรือระบบจัดการเอกสารดิจิทัล

แต่ควรระวังว่า ธุรกิจควรสื่อสารผลลัพธ์ด้าน ESG เฉพาะส่วนที่มีข้อมูลรองรับจริงเท่านั้น

2. ช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ESG ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยตรง

ในหลายกรณี การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในงานโลจิสติกส์ ก็คือการลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน เช่น ลดระยะทางที่ไม่จำเป็น ลดเที่ยววิ่งเปล่า ใช้รถให้เหมาะสมกับปริมาณสินค้า และวางแผนเส้นทางให้ดีขึ้น

แนวทางที่ธุรกิจสามารถพิจารณาได้ เช่น

  • วางแผนเส้นทางขนส่งให้เหมาะสม
  • รวมเที่ยวขนส่งเมื่อเป็นไปได้
  • ลดเที่ยวกลับที่ไม่มีสินค้า
  • ตรวจสอบการใช้น้ำมัน
  • บำรุงรักษารถตามรอบ
  • ปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า
  • ลดบรรจุภัณฑ์ที่เกินความจำเป็น
  • ใช้เอกสารดิจิทัลในส่วนที่เหมาะสม

แนวทางเหล่านี้อาจช่วยให้ธุรกิจควบคุมต้นทุน ลดงานซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านต้นทุนขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ ปริมาณงาน ความพร้อมของระบบ และวิธีการนำไปใช้จริง จึงไม่ควรสื่อสารว่า ESG จะลดต้นทุนได้แน่นอนในทุกกรณี

3. เพิ่มความน่าเชื่อถือกับลูกค้า คู่ค้า และนักลงทุน

ความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์ เพราะลูกค้ามอบหมายให้ผู้ให้บริการดูแลสินค้า เอกสาร ตารางขนส่ง และการประสานงานในซัพพลายเชน

ธุรกิจที่มีแนวทาง ESG ชัดเจน อาจได้รับการพิจารณาในเชิงบวกจากลูกค้าองค์กร คู่ค้า และนักลงทุน เพราะแสดงให้เห็นว่าธุรกิจให้ความสำคัญกับความเสี่ยงระยะยาว ความรับผิดชอบ และมาตรฐานการดำเนินงาน

ESG สามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือผ่านประเด็น เช่น

  • มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
  • ความปลอดภัยในการขนส่ง
  • การรายงานข้อมูลที่โปร่งใส
  • การปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • การดูแลข้อมูลลูกค้าอย่างเหมาะสม
  • การดูแลพนักงานและผู้เกี่ยวข้อง
  • การสื่อสารที่น่าเชื่อถือ

ในธุรกิจ B2B ปัจจัย ESG อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน Supplier หรือ Logistics Partner โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัทขนาดใหญ่หรือซัพพลายเชนระหว่างประเทศ

4. สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

ESG สามารถช่วยให้ธุรกิจโลจิสติกส์เตรียมพร้อมต่อการแข่งขันในอนาคตได้ดีขึ้น

ในยุคที่ซัพพลายเชนมีความซับซ้อนมากขึ้น ลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงผู้ให้บริการที่เร็วที่สุดหรือราคาต่ำที่สุด แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส มีมาตรฐาน และสามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจในระยะยาว

ธุรกิจที่นำแนวคิด ESG มาปรับใช้จะมีความพร้อมมากขึ้นต่อประเด็น เช่น

  • ข้อกำหนดด้าน Green Supply Chain
  • นโยบายความยั่งยืนของลูกค้าองค์กร
  • การรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
  • มาตรการด้านคาร์บอนในอนาคต
  • มาตรฐานความปลอดภัยและแรงงาน
  • การตรวจสอบด้าน Compliance
  • กระบวนการจัดซื้อที่โปร่งใสมากขึ้น

ความได้เปรียบที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการใช้คำว่า ESG ในการตลาด แต่เกิดจากการทำให้องค์กรมีระบบที่ดีขึ้น วัดผลได้มากขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้มากขึ้น

ESG กับ Green Logistics ต่างกันอย่างไร

ESG และ Green Logistics มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด

Green Logistics มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการโลจิสติกส์ เช่น การลดการใช้น้ำมัน การวางแผนเส้นทาง การลดเที่ยววิ่งเปล่า และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วน ESG มีขอบเขตกว้างกว่า เพราะครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ตัวอย่างเช่น

  • Green Logistics อาจเน้นเรื่องการลดการใช้เชื้อเพลิง
  • ESG จะมองรวมถึงความปลอดภัยของพนักงาน การดูแลแรงงาน ความโปร่งใสของเอกสาร การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการบริหารข้อมูลอย่างรับผิดชอบด้วย

ดังนั้น ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืนควรมองทั้ง Green Logistics และ ESG ควบคู่กัน

ธุรกิจโลจิสติกส์จะเริ่มต้น ESG ได้อย่างไร

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบ ESG ที่ซับซ้อนทันที แต่สามารถเริ่มจากการทบทวนกระบวนการทำงานจริง และเลือกจุดที่สามารถวัดผลและพัฒนาได้

คำถามเริ่มต้นที่ธุรกิจควรถาม เช่น

  • แต่ละเส้นทางใช้น้ำมันมากน้อยเพียงใด
  • มีเที่ยววิ่งเปล่าที่ลดได้หรือไม่
  • มีการบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
  • พนักงานขับรถได้รับการอบรมเรื่องความปลอดภัยหรือไม่
  • ติดตามสถานะการขนส่งได้ชัดเจนหรือไม่
  • เอกสารถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้หรือไม่
  • มีการบันทึกข้อร้องเรียนของลูกค้าและนำมาปรับปรุงหรือไม่
  • พนักงานได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมหรือไม่
  • กระบวนการทำงานโปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่

หัวใจสำคัญคือเริ่มจากสิ่งที่ธุรกิจทำได้จริง ไม่ใช่เริ่มจากคำโฆษณา

ESG ต้องมาจากการลงมือทำจริง

ESG จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อธุรกิจมีการดำเนินงานจริง มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ จุดเริ่มต้นของ ESG อาจเป็นเรื่องพื้นฐานแต่สำคัญ เช่น ความปลอดภัยในการขนส่ง การวางแผนเส้นทางที่ดี การใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ความถูกต้องของเอกสาร การสื่อสารที่โปร่งใส และการดูแลพนักงาน

ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความน่าเชื่อถือ ลดความสูญเปล่า และเตรียมพร้อมต่อความคาดหวังใหม่ของซัพพลายเชนในอนาคต

Picture of ทีมงาน BOP Express
ทีมงาน BOP Express

BOP Express แบ่งปันข้อมูลและมุมมองด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร เฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้ง ขนส่งทางอากาศ ทางเรือ ขนส่งข้ามแดน และซัพพลายเชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา
Picture of ทีมงาน BOP Express
ทีมงาน BOP Express

BOP Express แบ่งปันข้อมูลและมุมมองด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ พิธีการศุลกากร เฟรทฟอร์เวิร์ดดิ้ง ขนส่งทางอากาศ ทางเรือ ขนส่งข้ามแดน และซัพพลายเชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก

ติดต่อเรา